แม้ว่าการถ่ายทอดเรื่องราวของสิ่งมีชีวิตนอกโลก หรือมนุษย์ต่างดาวทั้งเชิงน่ารักและน่ากลัวส่วนใหญ่จะปรากฏอยู่แค่ในนวนิยายวิทยาศาสตร์ แต่ชาวอเมริกันถึง 2 ใน 3 ต่างก็เชื่อว่าในห้วงจักรวาลอันกว้างไกลน่าจะมี “มนุษย์ต่างดาว” หรือสิ่งมีชีวิตทำนองนี้อาศัยอยู่บนดาวเคราะห์ที่ไหนสักแห่งศูนย์การสำรวจและวิเคราะห์วิจัย (Center for Survey and Research Analysis) ของมหาวิทยาลัยแห่งคอนเน็กติกัต (University of Connecticut) สหรัฐอเมริกา ได้รับมอบหมายจากเนชันแนล จีโอกราฟิก แชนแนล (National Geographic Channel) ให้สำรวจความคิดเห็นชาวอเมริกันทางโทรศัพท์ทั้งหมด 1,000 คน ถึงความเป็นไปได้ว่า “มนุษย์ต่างดาว” มีจริงหรือไม่ โดยกลุ่มเป็นหญิง 523 คนและชาย 477 คนทั้งหมดมีอายุมากกว่า 18 ปี ซึ่งผลการสำรวจระบุว่า 60% ของกลุ่มตัวอย่างเชื่อว่ามีสิ่งมีชีวิตหรือมนุษย์ต่างดาวอาศัยอยู่บนดาวดวงอื่นๆในกลุ่มที่เชื่อว่ามีมนุษย์ต่างดาวอยู่นี้ ส่วนใหญ่รู้สึกตื่นเต้นและคาดหวังว่าจะมีการค้นพบมนุษย์ต่างดาวจริงๆ ขณะที่ 90% ของกลุ่มนี้เชื่อว่าโลกของเราสามารถโต้ตอบข้อความหรือสารที่ได้รับจากดาวดวงอื่นๆ ได้ แม้แต่ 2 ใน 3 ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดที่ไม่เชื่อว่าจะมีชีวิตอยู่นอกโลกนั้นก็ยังกล่าวว่า ถ้ามีการส่งสัญญาณมาจากมนุษย์ต่างดาวจริง โลกของเราก็ควรจะตอบกลับไปอีกทั้ง จากโพลที่สำรวจความคิดเห็น 77% ในกลุ่มผู้ที่เชื่อว่าน่าจะมีมนุษย์ต่างดาวอยู่จริงนั้นคิดว่ามนุษย์ต่างดาวที่ว่าน่าจะมีรูปร่างเหมือนเอเลียน หรือมีลักษณะที่แปลกประหลาดต่างจากมนุษย์ และสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นน่าจะพัฒนาขึ้น ณ ดาวเคราะห์ที่มีลักษณะแตกต่างจากดาวโลก และกลุ่มตัวอย่าง 8 ใน 10 คนเชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวที่ว่าจะต้องมีเชาวน์ปัญญาที่พัฒนาก้าวหน้าไปกว่ามนุษย์อย่างพวกเรานอกจากนี้ การสำรวจความคิดเห็นยังได้วิเคราะห์ถึงความเชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริงหรือไม่นั้น ไม่เกี่ยวข้องกับความเชื่อพื้นฐานทางการเมือง แต่เกี่ยวข้องกับกิจปฏิบัติทางศาสนามากกว่า โดยในการสำรวจทั้งชาวเดโมแครตและรีพับลิกันต่างเชื่อว่ามีสิ่งมีชีวิตในดวงดาวใบอื่นพอๆ กัน ขณะที่คริสตศาสนิกชนที่หมั่นไปโบสถ์เพียง 46% เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง และกลุ่มผู้ที่ไม่ไปโบสถ์เป็นประจำเชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริงถึง 70%ทั้งนี้ เซธ โชสตาค (Seth Shostak) นักดาราศาสตร์อาวุโสประจำสถาบันค้นหาเชาวน์ปัญญาของมนุษย์ต่างดาว (Search for Extraterrestrial Intelligence Institute : SETI) เปิดเผยว่า สาธารณชนให้ความสนใจถึงความเป็นไปได้ของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ นอกเขตโลก ซึ่งที่ผ่านมาก็มีหลายๆ ตัวอย่าง ไม่ว่าจะเป็น การประกาศของนักวิจัยในปี 2539 ที่อ้างว่าพบหลักฐานแห่งชีวิตของจุลชีพโบราณในก้อนหินจากดาวอังคาร ณ เวลานั้นเกิดกระแสแตกตื่นในวงการสื่อและสมาคมวิทยาศาสตร์มากมาย อีกทั้งการค้นพบครั้งนี้ก็ยังกลายเป็นข้อถกเถียงกระทั่งปัจจุบัน"แต่ก็แสดงให้เห็นว่าการค้นพบสิ่งมีชีวิตอื่นๆ นอกโลกนั้นมีความสำคัญอย่างไร แม้ว่าสิ่งที่ค้นพบจะเป็นจุลชีพเล็กๆ ที่ตายแล้วก็ตาม” โชสตาคอธิบายถึงการโต้เถียงอันเนื่องมาจากหินจากดาวอังคารก้อนนั้น ซึ่งมีหลายๆ คนและ SETI เองก็เชื่อว่ามีสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ร่วมใช้ชีวิตอยู่ในกาแล็กซีของพวกเรา โดยนักดาราศาสตร์อาวุโสของสถาบันตามหามนุษย์ต่างดาวผู้นี้เชื่อว่าในอีก 20 ปีข้างหน้า (2568) พวกเราอาจจะค้นพบหลักฐานที่ชี้ว่ามีสิ่งมีชีวิตที่มีเชาวน์ปัญญาอยู่นอกโลกจริง”ไม่มีใครรู้ว่าพวกเราจะค้นพบอะไร แต่พวกเรามีรายชื่อดาวเคราะห์มากมายที่ต้องสงสัยว่าน่าจะมีร่องรอยทางชีววิทยา และการสังเกตการณ์อวกาศในอนาคตก็อาจจะเป็นการมองหาชีวิต” โชสตาคแจกแจง ซึ่งส่วนใหญ่โครงการของสถาบัน SETI จะเน้นการค้นหาเชาวน์ปัญญาของสิ่งมีชีวิตจากต่างดาว ตามชื่อของสถาบัน โดยมุ่งตรงไปที่การวิเคราะห์การส่งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่คลื่นวิทยุระหว่างดวงดาว ในฐานะที่เป็นสัญญาณจากอารยธรรมอันไกลโพ้น สถาบันไม่แสวงผลกำไร ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ซิลิคอน แวลเลย์ ถือเป็นองค์กรเอกชนที่อุทิศตนเพื่อค้นคว้าเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นผู้บุกเบิกการค้นคว้าหลายชิ้นที่กำลังเดินหน้าอยู่ในปัจจุบัน
นักดาราศาสตร์อเมริกันระบุรายชื่อดาวฤกษ์ 5 ดวงบริเวณใกล้เคียงกาแล็กซีทางช้างเผือกที่มีแนวโน้มมากที่สุดว่าอาจจะเป็นแหล่งพำนักของสิ่งมีชีวิตนอกโลก อย่าง“มนุษย์ต่างดาว” ที่ชาวโลกควานหามานานหลายสิบปี นานมาแล้วที่นักวิทยาศาสตร์ดักฟังสัญญาณวิทยุจากกาแล็กซีอื่นๆ ที่ห่างไกลออกไป ด้วยความหวังว่า จะพบกับสิ่งมีชีวิตที่มีความศิวิไลซ์ในดาวดวงอื่นในการประชุมประจำปีของสมาคมวิทยาศาสตร์ขั้นสูงของอเมริกา (American Association for the Advancement of Science) ที่จัดขึ้นที่เซนต์หลุยส์ สหรัฐฯ มาร์กาเร็ต เทิร์นบูล (Margaret Turnbull) แห่งสถาบันคาร์เนอร์กีในวอชิงตัน ดีซี (Carnegie Institution of Washington) ได้เปิดเผยกฎเกณฑ์สำหรับการค้นหาดวงดาวที่เชื่อว่าจะมีมนุษย์ต่างดาวเอาไว้ อาทิ อายุของดวงดาวนั้นๆ และปริมาณธาตุเหล็กในชั้นบรรยากาศแคนดิเดตที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดในบรรดาดาว 5 ดวงตามเกณฑ์ของ ดร.เทิร์นบูลคือ ดาวเบตา ซีวีเอ็น (beta CVn) ในกลุ่มดาวเคนส์ เวนาชิติ (Canes Venatici) ที่มีลักษณะคล้ายดวงอาทิตย์ และอยู่ห่างออกไป 26 ปีแสง หรือ 153 ล้านล้านไมล์ก่อนหน้านี้ ดร.เทิร์นบูลระบุว่า มีดาวเคราะห์ประมาณกว่า 17,000 ดวงที่เธอเชื่อว่า อาจเป็น ‘ระบบดาวฤกษ์ที่สามารถอยู่อาศัยได้’ กล่าวคือ มีเงื่อนไขทางกายภาพที่ไม่สุดโต่งเกินไปที่จะจำกัดวิวัฒนาการและพัฒนาการของสิ่งมีชีวิตนอกโลกและเทคโนโลยีของสิ่งมีชีวิตนั้นจากสมมติฐานดังกล่าว เธอเลือกดาวฤกษ์ออกมา 5 ดวงที่ดูมีแนวโน้มมากที่สุดที่สนับสนุนทฤษฎีสิ่งมีชีวิตนอกโลก โดยเชื่อว่าจะเป็นสถานที่ที่ดีที่สุดหากเราต้องย้ายออกจากโลก หรือเพื่อศึกษาอย่างละเอียดต่อไป“เซติ” หรือ (SETI : Search for Extraterrestrial Intelligence) คือ สถาบันเพื่อการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ที่พยายามค้นหาหลักฐานของสิ่งมีชีวิตในระบบจักรวาล ด้วยการใช้เครื่องตรวจวัดคลื่นวิทยุทางไกลที่ประจำอยู่ในหอดูดาวทั่วโลก เพื่อตรวจดูบนฟ้าว่ามีการส่งสัญญาณชั้นสูงจากที่ใดบ้างนอกจากนั้น นักดาราศาสตร์ยังรวบรวมชุดหลักการที่เรียกว่า หลักการเซติ ซึ่งเป็นการกำหนดกรอบโครงของสิ่งที่ควรทำหากตรวจพบสัญญาณเรียกมาจากสิ่งมีชีวิตนอกโลกทว่า ภารกิจอันใหญ่ยิ่งนี้หมายความว่า นักวิทยาศาสตร์ควรหาวิธีลดเป้าหมายการค้นหาให้แคบลง ซึ่งก็คือวิธีการของ ดร.เทิร์นบูลในการเน้นถึงดวงดาวที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดซึ่งโคจรอยู่รอบๆ โลกที่เราอาศัยอยู่เกณฑ์ของ ดร.เทิร์นบูลคือ จะต้องเป็นดาวที่มีอายุอย่างน้อย 3,000 ล้านปี ซึ่งเป็นระยะเวลาที่โลกก่อกำเนิดและวิวัฒนาการจนมาถึงปัจจุบัน ซึ่งการก่อกำเนิดอารยธรรมขั้นสูงไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่ใช้เวลาเป็นพันๆ ปี ดังเช่นอารยธรรมของโลกเราทั้งนี้ ดาวที่มีความเป็นไปได้ยังต้องมีธาตุเหล็กประกอบอยู่ในชั้นบรรยากาศอย่างน้อย 50% หากน้อยกว่านั้น จะไม่เอื้ออำนวยต่อการก่อกำเนิดของดาวเคราะห์ที่อุดมไปด้วยก้อนหินเหมือนกับโลกรอบๆ ดาวฤกษ์ดวงนั้นขณะเดียวกัน ดวงดาวที่มีมวลสารหนาแน่นกว่าดวงอาทิตย์เกิน 1.5 เท่า ยังมีแนวโน้มว่าจะมีอายุไม่ยืนยาวพอผลิตสิ่งที่เรียกว่า ‘พื้นที่อยู่อาศัย’ ซึ่งหมายถึงบริเวณรอบๆ ดวงดาวที่ดาวเคราะห์ภายในโซนนั้นสามารถที่จะมีน้ำอุดมสมบูรณ์บนพื้นผิว ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นสำหรับสิ่งมีชีวิตทั้งนี้ เนื่องจากหากดาวเคราะห์อยู่ใกล้ดาวฤกษ์เกินไป ความร้อนจะทำให้น้ำระเหยกลายเป็นไอ แต่ถ้าไกลเกินไป น้ำอาจแข็งตัวกลายเป็นน้ำแข็งนักวิจัยของสถาบันคาร์เนอร์กียังตัดดาวฤกษ์ที่มีบริวารจำนวนมากออกไป เนื่องจากดาวบริวารเหล่านั้นอาจรบกวนพื้นที่อยู่อาศัยทางด้าน จิลล์ ทาร์เตอร์ (Jill Tarter) แห่งสถาบันเซติ กล่าวในที่ประชุมเดียวกันว่า นับจากนี้ต่อไป เซติจะฝึกการใช้เครื่องตรวจวัดคลื่นวิทยุทางไกลโดยเน้นที่ดาว 5 ดวงในลิสต์ของ ดร. เทิร์นบูล ซึ่งนอกเหนือจากดาวเบตา ซีวีเอ็นแล้วยังประกอบด้วยดาวเอชดี 10307 ซึ่งเป็นดาวในระบบสุริยะเหมือนกับโลก อยู่ห่างออกไป 42 ปีแสง มีมวลสาร อุณหภูมิ โลหะเกือบเหมือนกับดวงอาทิตย์ และมีดาวบริวารหนึ่งดวงดาวเอชดี 211415 มีโลหะเป็นองค์ประกอบครึ่งหนึ่งของดวงอาทิตย์ เย็นกว่าดวงอาทิตย์นิดหน่อย และอยู่ไกลกว่าเอชดี 10307 เล็กน้อย ดาว 18 สโก (18 Sco) ในกลุ่มดาวแมงป่อง มีลักษณะใกล้เคียงจนถูกเรียกว่าเป็นคู่แฝดของดวงอาทิตย์สุดท้ายคือ ดาว 51 ปิกาซัส (Pegasus 51) ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี โดยในปี 1995 นักดาราศาสตร์ชาวสวิสเซอร์แลนด์รายงานว่า ตรวจพบดาวเคราะห์ดวงแรกเหนือระบบสุริยะ โคจรอยู่รอบดาวฤกษ์ดวงนี้ และไม่นานนักดาราศาสตร์อเมริกันยืนยันว่า พบวัตถุที่คล้ายกับดาวพฤหัสในบริเวณเดียวกัน
มนุษย์ต่างดาวมีจริงหรือไม่?ปัญหาที่นักดาราศาตร์คิดกันมานานแล้วคือ นอกจากโลกแล้วจะยังมีชีวิตอื่นอยู่บนดาวดวงอื่นอีกหรือไม่เพราะโลกของเรา เป็นเพียง ดาวเคราะห์ดวงเล็กๆ ดวงหนึ่งที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ซึ่งถือว่าเป็นดาวฤกษ์ดวงหนึ่งในแกแลคซีทางช้างเผือกเท่านั้น แล้วกาแลคซีนี้ยัง มีดาวฤกษ์อีกหนึ่งแสนล้านดวงแม้นักดาราศาสตร์จะยังให้คำตอบไม่ได้ว่าดาวฤกษ์ในกาแลคซี่ทางช้าง เผือกนับแสนล้านดวงนั้นจะมี ดาวเคราะห์เป็นบริวารทุกดวงเหมือนดวงอาทิตย์หรือไม่ เพราะไม่สามารถจะมองเห็นได้ แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ดาวฤกษ์เหล่านั้นไม่มี ดาวเคราะห์เป็นบริวาร สมมติว่าดาวฤกษ์เกือบทุกดวงมีดาวเคราะห์เป็นบริวาร จะมีดาวเคราะห์สักกี่ดวงที่ตั้งอยู่ในจุดที่เหมาะสมที่จะอุบัติสิ่งมีชีวิตขึ้นมาได้ นี้เรามองเพียงกาแลคซี่ทางช้างเผือกเพียงแกแลคซีเดียวเท่านั้นแล้วยังมีกาแลคซีอื่นๆ อีกจำนวนนับพันล้านแก แลคซี่ ซึ่งแต่ละแกแลคซี่จะประกอบด้วยดาวฤกษ์นับพันล้านดวงดวงดาวจำนวนมหาศาลเหล่านั้นจะไม่มีสักดวงหรือที่มีดาว เคราะห์เป็นบริวารของดาวฤกษ์เหล่านั้นจะไม่มีสักดวงหรือ ที่จะมีสิ่งชีวิตกำเนิดอยู่มนุษย์โลกกำลังหาคำตอบอยู่ แต่มันยากที่จะตอบคำถาม ได้เพราะดวงดาวเหล่านั้นอยู่ไกลมากบางดวงอาจอยู่ห่างจากเรานับล้านปีแสง อย่างไรก็ตามการที่จะมีสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นบนดาวเคราะห์ของดาวฤกษ์แต่ละดวงนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ ประการเช่น1.ดาวเคราะห์นั้นจะต้องโคจรรอบดาวฤกษ์ ในขอบเขตที่ทำให้ได้รับรังสีพลังงาน มีอุณหภูมิพอเหมาะต่อการดำเนินชีวิต ไม่ร้อนหรือเย็นจนเกินไป2.ดาวเคราะห์นั้นจะต้องมีมวลมากพอที่จะดึงดูดบรรยากาศและน้ำเอาไว้ป้องกันอันตราย จากรังสีที่ส่องมาจากดาวฤกษ์โดยตรง และน้ำนั้นนับเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุดอย่างหนึ่งของสิ่งมีชีวิต3.ดาวฤกษ์ดวงนั้นจะต้องให้ความสว่างและความอบอุ่นอย่างสม่ำเสมอ เป็นระยะเวลานานพอสมควรต่อดาวเคราะห์ เพื่อจะให้มีวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นได้เช่นโลกของเรากว่าจะมีสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นได้นั้นมีวิวัฒนาการจากสารอนินทรีย์ใช้เวลาประมาณ 3 พันล้านปีกว่าจะให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตได้ ดาวฤกษ์ของโลกคือ ดวงอาทิตย์ ก็แผ่รังสีอย่างสม่ำเสมอตลอดมาในระบบสุริยะมีดาวเคราะห์เพียง 3 ดวงเท่านั้นที่น่าจะมีสิ่งมีชีวิตอยู่ คือ ดาวศุกร์ ดาวอังการและโลก ส่วนดาวเคราะห์นอกนั้น ไม่มีสิ่ง มีชีวิตแน่เพราะดาวพุธนั้นอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์เกินไป ร้อนจัด ดาวพฤหัส ดาวเสาร์ ดาวเนปจูน ดาวยูเรนัสและดาวพลูโต อยู่ไกลมาก และเย็นจัดมีพื้นผิวไม่ใช่ของแข็ง ยกเว้นดาวพลูโต แต่จากการสำรวจของยานอวกาศที่ไปสำรวจดาวศุกร์ ดาวอังคาร ก็ให้คำตอบว่า ไม่พบสิ่งมีชีวิตอยู่บนดาวเหล่านี้ อย่างไรก็ตามนักดาราศาสตร์ยังเชื่อว่าอาจมีดาวเคราะห์ดวงอื่นของดาวฤกษ์จำนวนมากที่มีชีวิตอาจ จะอุบัติขึ้นและเจริญเทียบเท่ากับมนุษย์บนโลกนี้ หรืออาจเจริญกว่านับพันๆ เท่าก็ได้ดังนั้นนักดาราศาสตร์จึงพยายามติดต่อกับมนุษย์ จากดาวดวงอื่นโดยการส่งคลื่นวิทยุออกไปปัญหามีอยู่ว่าถ้ามีมนุษย์อยู่บนดาวดวงอื่นจริงๆ ทำอย่างไร เขาถึงจะเข้าใจสัญญาณของ เราที่ส่งไปและเราจะส่งสัญญาณไปดาวดวงไหนเพราะดาวมีมากเหลือเกิน อาจไม่แน่เหมือนกันในขณะที่เรากำลังค้นหามนุษย์ต่างดาวอยู่นั้น พวกเขาก็อาจกำลังค้นหาเราอยู่ก็เป็นไปได้จากความลึกลับของจักรวาลคงได้รับการเปิดเผยไปเรื่อยๆการเผชิญหน้าอย่างใกล้ชิด ในปี ค.ศ.1964 โครงการสมุดสีน้ำเงินได้บันทึกเหตุการณ์พบเห็นยูโฟส์ ชนิดใหม่คือ การพบเห็นสิ่งมีชีวิตจากต่างดาว เจ้าหน้าที่ตำรวจ ลอนนีย์ ซาโมรา กำลังไล่ตามรถที่ขับรถเร็วเกินกำหนดไปตามหุบเขาในทะเลทรายใกล้เมืองโซโคร์ เขาถูกทำให้ตกใจด้วยเสียงคำรามและเปลวไฟสีน้ำเงิน ในท้องฟ้าเบื้องหน้าของเขาเมื่อเขาเข้าไปไกลเขาเห็นวัตถุสี เงินรูปไข่อยู่บนขาตั้ง 4 ขามีลักษณะสีแดงเป็นเครื่องหมายสิ่งมีชีวิตคล้ายมนุษย์ขนาดเล็ก 2 ร่างในชุดสีขาวคล้ายกัน ทั้งหมดเคลื่อนไหวอยู่รอบๆ วัตถุนั้นๆ ซาโมร่าเดินเข้าไปหาด้วยความคิดว่าอาจจะมีอะไรให้เขาช่วยเหลือแต่เมื่อทั้งสองร่างนั้นพบเขาก็ตกใจ และกระโดดกลับเข้าไปในยานลึกลับของพวกเขา แล้วซาโมร่าก็ได้ยินเสียงคำรามที่ดังขึ้น เปลวไฟสีน้ำเงินสุกใสลุกวาบออกมาจากใต้ยานและตำรวจที่กำลังตกใจคนนั้นก็รีบหันหลังกลับและวิ่งหนีขณะที่ยาน นั้นเริ่มยกตัวลอยขึ้นในอากาศ
นักดาราศาสตร์อเมริกันระบุรายชื่อดาวฤกษ์ 5 ดวงบริเวณใกล้เคียงกาแล็กซีทางช้างเผือกที่มีแนวโน้มมากที่สุดว่าอาจจะเป็นแหล่งพำนักของสิ่งมีชีวิตนอกโลก อย่าง“มนุษย์ต่างดาว” ที่ชาวโลกควานหามานานหลายสิบปี นานมาแล้วที่นักวิทยาศาสตร์ดักฟังสัญญาณวิทยุจากกาแล็กซีอื่นๆ ที่ห่างไกลออกไป ด้วยความหวังว่า จะพบกับสิ่งมีชีวิตที่มีความศิวิไลซ์ในดาวดวงอื่นในการประชุมประจำปีของสมาคมวิทยาศาสตร์ขั้นสูงของอเมริกา (American Association for the Advancement of Science) ที่จัดขึ้นที่เซนต์หลุยส์ สหรัฐฯ มาร์กาเร็ต เทิร์นบูล (Margaret Turnbull) แห่งสถาบันคาร์เนอร์กีในวอชิงตัน ดีซี (Carnegie Institution of Washington) ได้เปิดเผยกฎเกณฑ์สำหรับการค้นหาดวงดาวที่เชื่อว่าจะมีมนุษย์ต่างดาวเอาไว้ อาทิ อายุของดวงดาวนั้นๆ และปริมาณธาตุเหล็กในชั้นบรรยากาศแคนดิเดตที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดในบรรดาดาว 5 ดวงตามเกณฑ์ของ ดร.เทิร์นบูลคือ ดาวเบตา ซีวีเอ็น (beta CVn) ในกลุ่มดาวเคนส์ เวนาชิติ (Canes Venatici) ที่มีลักษณะคล้ายดวงอาทิตย์ และอยู่ห่างออกไป 26 ปีแสง หรือ 153 ล้านล้านไมล์ก่อนหน้านี้ ดร.เทิร์นบูลระบุว่า มีดาวเคราะห์ประมาณกว่า 17,000 ดวงที่เธอเชื่อว่า อาจเป็น ‘ระบบดาวฤกษ์ที่สามารถอยู่อาศัยได้’ กล่าวคือ มีเงื่อนไขทางกายภาพที่ไม่สุดโต่งเกินไปที่จะจำกัดวิวัฒนาการและพัฒนาการของสิ่งมีชีวิตนอกโลกและเทคโนโลยีของสิ่งมีชีวิตนั้นจากสมมติฐานดังกล่าว เธอเลือกดาวฤกษ์ออกมา 5 ดวงที่ดูมีแนวโน้มมากที่สุดที่สนับสนุนทฤษฎีสิ่งมีชีวิตนอกโลก โดยเชื่อว่าจะเป็นสถานที่ที่ดีที่สุดหากเราต้องย้ายออกจากโลก หรือเพื่อศึกษาอย่างละเอียดต่อไป“เซติ” หรือ (SETI : Search for Extraterrestrial Intelligence) คือ สถาบันเพื่อการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ที่พยายามค้นหาหลักฐานของสิ่งมีชีวิตในระบบจักรวาล ด้วยการใช้เครื่องตรวจวัดคลื่นวิทยุทางไกลที่ประจำอยู่ในหอดูดาวทั่วโลก เพื่อตรวจดูบนฟ้าว่ามีการส่งสัญญาณชั้นสูงจากที่ใดบ้างนอกจากนั้น นักดาราศาสตร์ยังรวบรวมชุดหลักการที่เรียกว่า หลักการเซติ ซึ่งเป็นการกำหนดกรอบโครงของสิ่งที่ควรทำหากตรวจพบสัญญาณเรียกมาจากสิ่งมีชีวิตนอกโลกทว่า ภารกิจอันใหญ่ยิ่งนี้หมายความว่า นักวิทยาศาสตร์ควรหาวิธีลดเป้าหมายการค้นหาให้แคบลง ซึ่งก็คือวิธีการของ ดร.เทิร์นบูลในการเน้นถึงดวงดาวที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดซึ่งโคจรอยู่รอบๆ โลกที่เราอาศัยอยู่เกณฑ์ของ ดร.เทิร์นบูลคือ จะต้องเป็นดาวที่มีอายุอย่างน้อย 3,000 ล้านปี ซึ่งเป็นระยะเวลาที่โลกก่อกำเนิดและวิวัฒนาการจนมาถึงปัจจุบัน ซึ่งการก่อกำเนิดอารยธรรมขั้นสูงไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่ใช้เวลาเป็นพันๆ ปี ดังเช่นอารยธรรมของโลกเราทั้งนี้ ดาวที่มีความเป็นไปได้ยังต้องมีธาตุเหล็กประกอบอยู่ในชั้นบรรยากาศอย่างน้อย 50% หากน้อยกว่านั้น จะไม่เอื้ออำนวยต่อการก่อกำเนิดของดาวเคราะห์ที่อุดมไปด้วยก้อนหินเหมือนกับโลกรอบๆ ดาวฤกษ์ดวงนั้นขณะเดียวกัน ดวงดาวที่มีมวลสารหนาแน่นกว่าดวงอาทิตย์เกิน 1.5 เท่า ยังมีแนวโน้มว่าจะมีอายุไม่ยืนยาวพอผลิตสิ่งที่เรียกว่า ‘พื้นที่อยู่อาศัย’ ซึ่งหมายถึงบริเวณรอบๆ ดวงดาวที่ดาวเคราะห์ภายในโซนนั้นสามารถที่จะมีน้ำอุดมสมบูรณ์บนพื้นผิว ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นสำหรับสิ่งมีชีวิตทั้งนี้ เนื่องจากหากดาวเคราะห์อยู่ใกล้ดาวฤกษ์เกินไป ความร้อนจะทำให้น้ำระเหยกลายเป็นไอ แต่ถ้าไกลเกินไป น้ำอาจแข็งตัวกลายเป็นน้ำแข็งนักวิจัยของสถาบันคาร์เนอร์กียังตัดดาวฤกษ์ที่มีบริวารจำนวนมากออกไป เนื่องจากดาวบริวารเหล่านั้นอาจรบกวนพื้นที่อยู่อาศัยทางด้าน จิลล์ ทาร์เตอร์ (Jill Tarter) แห่งสถาบันเซติ กล่าวในที่ประชุมเดียวกันว่า นับจากนี้ต่อไป เซติจะฝึกการใช้เครื่องตรวจวัดคลื่นวิทยุทางไกลโดยเน้นที่ดาว 5 ดวงในลิสต์ของ ดร. เทิร์นบูล ซึ่งนอกเหนือจากดาวเบตา ซีวีเอ็นแล้วยังประกอบด้วยดาวเอชดี 10307 ซึ่งเป็นดาวในระบบสุริยะเหมือนกับโลก อยู่ห่างออกไป 42 ปีแสง มีมวลสาร อุณหภูมิ โลหะเกือบเหมือนกับดวงอาทิตย์ และมีดาวบริวารหนึ่งดวงดาวเอชดี 211415 มีโลหะเป็นองค์ประกอบครึ่งหนึ่งของดวงอาทิตย์ เย็นกว่าดวงอาทิตย์นิดหน่อย และอยู่ไกลกว่าเอชดี 10307 เล็กน้อย ดาว 18 สโก (18 Sco) ในกลุ่มดาวแมงป่อง มีลักษณะใกล้เคียงจนถูกเรียกว่าเป็นคู่แฝดของดวงอาทิตย์สุดท้ายคือ ดาว 51 ปิกาซัส (Pegasus 51) ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี โดยในปี 1995 นักดาราศาสตร์ชาวสวิสเซอร์แลนด์รายงานว่า ตรวจพบดาวเคราะห์ดวงแรกเหนือระบบสุริยะ โคจรอยู่รอบดาวฤกษ์ดวงนี้ และไม่นานนักดาราศาสตร์อเมริกันยืนยันว่า พบวัตถุที่คล้ายกับดาวพฤหัสในบริเวณเดียวกัน
มนุษย์ต่างดาวมีจริงหรือไม่?ปัญหาที่นักดาราศาตร์คิดกันมานานแล้วคือ นอกจากโลกแล้วจะยังมีชีวิตอื่นอยู่บนดาวดวงอื่นอีกหรือไม่เพราะโลกของเรา เป็นเพียง ดาวเคราะห์ดวงเล็กๆ ดวงหนึ่งที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ซึ่งถือว่าเป็นดาวฤกษ์ดวงหนึ่งในแกแลคซีทางช้างเผือกเท่านั้น แล้วกาแลคซีนี้ยัง มีดาวฤกษ์อีกหนึ่งแสนล้านดวงแม้นักดาราศาสตร์จะยังให้คำตอบไม่ได้ว่าดาวฤกษ์ในกาแลคซี่ทางช้าง เผือกนับแสนล้านดวงนั้นจะมี ดาวเคราะห์เป็นบริวารทุกดวงเหมือนดวงอาทิตย์หรือไม่ เพราะไม่สามารถจะมองเห็นได้ แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ดาวฤกษ์เหล่านั้นไม่มี ดาวเคราะห์เป็นบริวาร สมมติว่าดาวฤกษ์เกือบทุกดวงมีดาวเคราะห์เป็นบริวาร จะมีดาวเคราะห์สักกี่ดวงที่ตั้งอยู่ในจุดที่เหมาะสมที่จะอุบัติสิ่งมีชีวิตขึ้นมาได้ นี้เรามองเพียงกาแลคซี่ทางช้างเผือกเพียงแกแลคซีเดียวเท่านั้นแล้วยังมีกาแลคซีอื่นๆ อีกจำนวนนับพันล้านแก แลคซี่ ซึ่งแต่ละแกแลคซี่จะประกอบด้วยดาวฤกษ์นับพันล้านดวงดวงดาวจำนวนมหาศาลเหล่านั้นจะไม่มีสักดวงหรือที่มีดาว เคราะห์เป็นบริวารของดาวฤกษ์เหล่านั้นจะไม่มีสักดวงหรือ ที่จะมีสิ่งชีวิตกำเนิดอยู่มนุษย์โลกกำลังหาคำตอบอยู่ แต่มันยากที่จะตอบคำถาม ได้เพราะดวงดาวเหล่านั้นอยู่ไกลมากบางดวงอาจอยู่ห่างจากเรานับล้านปีแสง อย่างไรก็ตามการที่จะมีสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นบนดาวเคราะห์ของดาวฤกษ์แต่ละดวงนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ ประการเช่น1.ดาวเคราะห์นั้นจะต้องโคจรรอบดาวฤกษ์ ในขอบเขตที่ทำให้ได้รับรังสีพลังงาน มีอุณหภูมิพอเหมาะต่อการดำเนินชีวิต ไม่ร้อนหรือเย็นจนเกินไป2.ดาวเคราะห์นั้นจะต้องมีมวลมากพอที่จะดึงดูดบรรยากาศและน้ำเอาไว้ป้องกันอันตราย จากรังสีที่ส่องมาจากดาวฤกษ์โดยตรง และน้ำนั้นนับเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุดอย่างหนึ่งของสิ่งมีชีวิต3.ดาวฤกษ์ดวงนั้นจะต้องให้ความสว่างและความอบอุ่นอย่างสม่ำเสมอ เป็นระยะเวลานานพอสมควรต่อดาวเคราะห์ เพื่อจะให้มีวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นได้เช่นโลกของเรากว่าจะมีสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นได้นั้นมีวิวัฒนาการจากสารอนินทรีย์ใช้เวลาประมาณ 3 พันล้านปีกว่าจะให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตได้ ดาวฤกษ์ของโลกคือ ดวงอาทิตย์ ก็แผ่รังสีอย่างสม่ำเสมอตลอดมาในระบบสุริยะมีดาวเคราะห์เพียง 3 ดวงเท่านั้นที่น่าจะมีสิ่งมีชีวิตอยู่ คือ ดาวศุกร์ ดาวอังการและโลก ส่วนดาวเคราะห์นอกนั้น ไม่มีสิ่ง มีชีวิตแน่เพราะดาวพุธนั้นอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์เกินไป ร้อนจัด ดาวพฤหัส ดาวเสาร์ ดาวเนปจูน ดาวยูเรนัสและดาวพลูโต อยู่ไกลมาก และเย็นจัดมีพื้นผิวไม่ใช่ของแข็ง ยกเว้นดาวพลูโต แต่จากการสำรวจของยานอวกาศที่ไปสำรวจดาวศุกร์ ดาวอังคาร ก็ให้คำตอบว่า ไม่พบสิ่งมีชีวิตอยู่บนดาวเหล่านี้ อย่างไรก็ตามนักดาราศาสตร์ยังเชื่อว่าอาจมีดาวเคราะห์ดวงอื่นของดาวฤกษ์จำนวนมากที่มีชีวิตอาจ จะอุบัติขึ้นและเจริญเทียบเท่ากับมนุษย์บนโลกนี้ หรืออาจเจริญกว่านับพันๆ เท่าก็ได้ดังนั้นนักดาราศาสตร์จึงพยายามติดต่อกับมนุษย์ จากดาวดวงอื่นโดยการส่งคลื่นวิทยุออกไปปัญหามีอยู่ว่าถ้ามีมนุษย์อยู่บนดาวดวงอื่นจริงๆ ทำอย่างไร เขาถึงจะเข้าใจสัญญาณของ เราที่ส่งไปและเราจะส่งสัญญาณไปดาวดวงไหนเพราะดาวมีมากเหลือเกิน อาจไม่แน่เหมือนกันในขณะที่เรากำลังค้นหามนุษย์ต่างดาวอยู่นั้น พวกเขาก็อาจกำลังค้นหาเราอยู่ก็เป็นไปได้จากความลึกลับของจักรวาลคงได้รับการเปิดเผยไปเรื่อยๆการเผชิญหน้าอย่างใกล้ชิด ในปี ค.ศ.1964 โครงการสมุดสีน้ำเงินได้บันทึกเหตุการณ์พบเห็นยูโฟส์ ชนิดใหม่คือ การพบเห็นสิ่งมีชีวิตจากต่างดาว เจ้าหน้าที่ตำรวจ ลอนนีย์ ซาโมรา กำลังไล่ตามรถที่ขับรถเร็วเกินกำหนดไปตามหุบเขาในทะเลทรายใกล้เมืองโซโคร์ เขาถูกทำให้ตกใจด้วยเสียงคำรามและเปลวไฟสีน้ำเงิน ในท้องฟ้าเบื้องหน้าของเขาเมื่อเขาเข้าไปไกลเขาเห็นวัตถุสี เงินรูปไข่อยู่บนขาตั้ง 4 ขามีลักษณะสีแดงเป็นเครื่องหมายสิ่งมีชีวิตคล้ายมนุษย์ขนาดเล็ก 2 ร่างในชุดสีขาวคล้ายกัน ทั้งหมดเคลื่อนไหวอยู่รอบๆ วัตถุนั้นๆ ซาโมร่าเดินเข้าไปหาด้วยความคิดว่าอาจจะมีอะไรให้เขาช่วยเหลือแต่เมื่อทั้งสองร่างนั้นพบเขาก็ตกใจ และกระโดดกลับเข้าไปในยานลึกลับของพวกเขา แล้วซาโมร่าก็ได้ยินเสียงคำรามที่ดังขึ้น เปลวไฟสีน้ำเงินสุกใสลุกวาบออกมาจากใต้ยานและตำรวจที่กำลังตกใจคนนั้นก็รีบหันหลังกลับและวิ่งหนีขณะที่ยาน นั้นเริ่มยกตัวลอยขึ้นในอากาศ

1 ความคิดเห็น:
เรื่องมนุษย์ต่างดวานี้ผมเชื่อนะ (มากด้วย)
แต่ไม่ใช่ในรูปแบบของความเชื่อเรื่องลึกลับนะ
เป็นในรูปแบบของวิทยาศาสตร์มากกว่า
ถ้าอยากรู้คร่าว ลองอ่านนิยายของไอแซก อาซิมอฟดู
แสดงความคิดเห็น